หยุดทำ 5 สิ่งนี้ หากอยากเป็นวิศวกรที่ Work Smart

การทำงาน, การพัฒนาตัวเอง

หยุดทำ 5 สิ่งนี้ หากอยากเป็นวิศวกรที่ Work Smart - EngineerJob.co

ที่เราได้ยินกันมาตั้งแต่เด็กคือ “เรียนเยอะๆ” “อ่านหนังสือเยอะๆ” เพื่อที่จะได้ประสบความสำเร็จ ทำให้พอโตขึ้นมาหลายคนจึงติดนิสัยการทำงานหนัก เพราะเชื่อว่าการทำงานหนัก หรือ การ Work Hard จะส่งผลให้ชีวิต และหน้าที่การงานดีขึ้น

ในขณะเดียวกันหลายๆ คน ก็คงเคยได้ยินอีกแนวคิด นั่นคือ Work Smart แปลตรงๆ ก็คือการทำงานอย่างฉลาดนั่นเอง ซึ่งเป็นแนวคิดที่ว่า ทำอย่างไรให้งานมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยใช้เวลา และกำลังน้อยที่สุด  หากใครยังคิดอยู่กว่าการ Work Hard คือทางเดียวที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ ลองดูตัวอย่างง่ายๆ นั่นก็คือ Facebook ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพเล็กๆ สร้างขึ้นโดยนักศึกษาไม่กี่คน ทำไมถึงเอาชนะบริษัทใหญ่ๆ ได้ ทั้งๆ ที่บริษัทใหญ่ๆ มีเงินเยอะกว่า มีทีมงานเยอะกว่า..? กุญแจสำคัญคือการ Work Smart นั่นเอง

คำว่า “การทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ”  และ “งานยุ่ง” ต่างกันโดยสินเชิง งานยุ่งไม่ได้หมายความว่างานนั้นมีประสิทธิภาพ การทำงานที่มีประสิทธิภาพคือการใช้เวลาน้อย แต่ได้ผลลัพธ์เยอะ ดังนั่น วิศวกรควรหยุดทำ 5 สิ่งนี้ถ้าหากอยากเป็นคนที่ Work Smart

1. เพลาๆ OT ลงบ้าง

ทุกคนรู้จักรถแบรนด์ Ford ใช่ไหมครับ ผู้ก่อตั้งแบรนด์นี้ก็คือ Henry Ford ซึ่งเค้าคนนี้เป็นคนเริ่มทำการทำลองที่ส่งผลต่อการทำงานของพวกเราทุกวันนี้ นั่นก็คือ เค้าทดลองเปรียบเทียบการทำงาน 5 วัน/สัปดาห์ กับ 6 วัน/สัปดาห์ และเปรียบเทียบการทำงาน 10 ชม./วัน กับ 8 ชม./วัน ซึ่งผลก็คือ การทำงาน 5 วัน/สัปดาห์ ด้วยเวลา 8 ชม./วัน นั้นทำให้งานเกิดประสิทธิภาพสูงสุด จึงเป็นที่มาของนโยบายในการทำงาน 40 ชม. ต่ออาทิตย์

ซึ่งสรุปผลง่ายคือ “ยิ่งทำงานเยอะ ยิ่งประสิทธิภาพต่ำลงทั้งระยะสั้น และระยะยาว” แถมยังทำให้สุขภาพแย่ลงอีกด้วย สู้เอาเวลาไปพักผ่อนให้เพียงพอ แล้วตื่นมาลุยในวันต่อไปจะดีเสียกว่า

2. ลดการพูดว่า “ได้ครับ/ค่ะ” ลงบ้าง

ใช่ว่าการตอบตกลง “ได้ครับ/ค่ะ” นั้นเป็นสิ่งไม่ดี หากเป็นเรื่องที่มีผลต่อคุณ หรือประสบการณ์ของคุณ รีบตอบตกลงกับงานนั้นๆ ได้เลย แต่หากเป็นงานที่ไม่ได้มีผลกับคุณโดยตรง หรือเป็นงานที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับหน้าที่คุณเลย และยังไม่ได้เพิ่มประสบการณ์ให้ตัวเอง ลองปฎิเสธดูบ้างก็ได้ Warren Buffet (นักลงทุนในหุ้นที่ประสบความสำเร็จที่สุด) เคยบอกไว้ว่า “ข้อแตกต่างระหว่างคนที่ประสบความสำเร็จ กับคนที่โคตรประสบความสำเร็จ นั่นคือ คนที่โคตรประสบความสำเร็จแทบจะปฎิเสธกับทุกอย่างที่เค้าคิดว่าทำไปไม่ได้อะไร และจะตอบตกลงทำเฉพาะสิ่งที่สร้างประโยชน์ให้แก่ตัวเอง”

แต่ที่รู้กันว่าในสังคมไทย มันคงจะยากที่จะปฎิเสธหัวหน้า หรือผู้ใหญ่ที่ทำงาน ดังนั้นคุณควรปฎิเสธอย่างมีชั้นเชิง ซึ่งใครมีวิธีการพูดแบบไหนที่ถนอมน้ำใจ ไม่แรง และตรงเกินไปก็ลองดูเลย

3. หยุดทำทุกอย่างด้วยตัวเอง แบ่งงานบ้าง

หากตำแหน่งของคุณเริ่มสูงขึ้น และเริ่มมีลูกทีม ลองดูว่าลูกทีมคนไหนมีความสามารถในงานด้านนั้นๆ แล้วลองมอบหมายงานให้ลูกทีมช่วยทำบ้าง อย่าเก็บงานทั้งหมดมาทำคนเดียว คุณควรเอาเวลาไปพัฒนาเนื้องานหลักๆ ของคุณ หรือเทรนลูกทีมให้มีประสิทธิภาพ เพื่อที่จะได้มั่นใจเวลาส่งงานต่อ

หลายๆ คนที่เพิ่งเริ่มทำงาน อาจยังไม่มีลูกทีม ลองสังเกตดูว่างานที่คุณทำอยู่ หากแบ่งมาเป็นพาร์ทย่อยๆ แล้ว สามารถให้ใครมาช่วยได้บ้าง เพราะหากแบ่งออกมาแล้ว บางทีคุณจะเห็นเลยว่า 2/10 ของงานนั้น เป็นงานที่ให้ทีมอื่น หรือแผนกอื่นช่วยหาข้อมูลให้ได้

4. หยุดทำงานเดิมซ้ำๆ

ลองสังเกตดูว่าบางทีงานที่เราทำเป็นงานเดิม งานเดียวกัน แต่ต้องทำซ้ำกัน 2 ที เช่น จดข้อมูลลงกระดาษแล้วรอบที่หนึ่ง แล้วต้องกรอกข้อมูลนั้นลงคอมอีกรอบหนึ่ง รวมแล้วคือทำงานเดียวกัน 2 รอบ.. ลองปรับวิธีการทำงานใหม่ทันที เช่น ใช้ Google Sheet โดยโหลดแอพลงมาบนโทรศัพท์ แล้วจดข้อมูลลงไปในนั้นทีเดียว ซึ่งก็สามารถนำไปทำต่อบนคอมได้เลย สมัยนี้มีเทคโนโลยีมากมาย การทำงานเดียวกันซ้ำๆ ทำให้เกิดโอกาสผิดพลาดสูงขึ้น ลองหาเทคโนโลยีต่างๆ มาปรับใช้กับงานในชีวิตประจำวัน

ผมรู้จักคุณอาคนหนึ่งเป็น HSE Manager บริษัทขุดเจาะน้ำมันแห่งหนึ่ง ที่บริษัทมีปัญหาว่าพวก Guideline และ Specification ต่างๆ มันค้นหายาก ลูกทีมต้องถามเค้าอยู่บ่อยๆ เพราะ Data Base ที่ทำงานนั่นไม่ง่ายต่อการเข้าไปหา และงานเกิดข้อผิดพลาดบ่อย บังเอิญว่าคุณอาคนนี้มีความรู้เรื่องการเขียนโปรแกรมและเว็บไซต์ เค้าเลยเปิดเว็บขึ้นมาเอง โดยอัพโหลดข้อมูลเหล่านี้ลงไป พร้อมตัวกรองที่ใช้งานง่าย ทำให้เค้าประหยัดเวลามานั่งตอบคำถามลูกทีม และยังลดความผิดพลาดของตัวงานอีกด้วย!

5. หาเวลาว่างเพิ่มขึ้น

หากใครเคยอ่านบทความก่อนหน้านี้เกี่ยวกับ วิธีบริหารวิศวกรตามแบบฉบับ Google ก็จะได้เห็นว่าที่ Google เค้ามี 20% time คือเค้าจะให้พนักงานใช้เวลา 20% ของเวลาทั้งหมดกับงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับตัวเอง แต่ให้คิดโปรเจค หรือไอเดียธุรกิจอะไรก็ได้ท่ีแปลกๆ

หากบริษัทของคุณไม่มี 20% time แบบ Google ให้เอาเวลานี้มาใช้มองตัวเองดูบ้าง ว่าที่ผ่านมางานของเราเป็นอย่างไร เราทำอะไรที่ดี หรือไม่ดีกับใครไปบ้าง แล้วเราจะแก้ไขต่ออย่างไร ไม่ใช่คิดเฉพาะงาน แต่คิดเกี่ยวกับครอบครัว และคนรอบๆ ตัวด้วย อย่ามัวทำงาน 100% จนไม่มีเวลาให้ตัวเอง เอาเวลาเหล่านี้มาเป็น เวลาพัฒนาตัวเอง เพื่อให้เกิดผลต่ออนาคตระยะยาว


Image: Designed by Freepik

ใส่ความเห็น